คำๆหนึ่งที่ ที่มักกล่าวอ้างในการเรียนการสอนก็คือคำว่า TOPOLOGY สมัยนั้นคำว่า GIS มักจะสับสนกับแผนที่ที่เป็นตัวเลข วิธีการที่ท่านผู้รู้สมัยนั้นใช้อธิบายก็คือ ข้อมูลที่จัดเก็บในระบบ GIS จะมี TOPOLOGY แต่ขณะที่ข้อมูลที่เป็นแผนที่ตัวเลขหรือข้อมูลที่เป็น CAD จะไม่มี TOPOLOGY
ความหมายของ TOPOLOGY ในแนวของ GIS คือ "a spatial relationship between features" หรือ ความสัมพันธ์เชิงตำแหน่งระหว่างกลุ่มรูปร่างอันได้แก่ เส้น จุด และรูปเหลี่ยม
นี่เองทำให้ข้อมูล GIS ที่มี TOPOLOGY ดูฉลาดกว่า ข้อมูลตัวเลขธรรมดา อธิบายง่ายๆ ถ้าข้อมูล 2 LAYER เช่น layer ที่เป็น จุด และอีก layer หนึ่งเป็น รูปเหลี่ยม ถ้านำทั้ง 2 Layer มาซ้อนทับกัน จะทำให้รู้ว่า จุดอยู่ข้างใน(1) หรืออยู่ข้างนอก(0)ของรูปเหลี่ยม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งถ้าข้อมูล 2 LAYER เช่น layer ที่เป็น จุด และอีก layer หนึ่งเป็น เส้น ถ้านำทั้ง 2 Layer มาซ้อนทับกัน จะทำให้รู้ว่า จุดอยู่ข้างใน(1) หรืออยู่ข้างนอก(0)ของเส้น
เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้นลองไปที่ http://mapperz.110mb.com/GMAP/GMap_Topo.html จะเห็นคำอธิบายคำว่า TOPOLOGY ผ่านทางภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น
ปัจจุบันข้อมูล GIS บางตัวก็มี TOPOLOGY บางตัวก็ไม่มี TOPOLOGY ข้อมูลที่มี TOPOLOGY จะทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลดีกว่า และรวดเร็วกว่า แต่ปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์มีความรวดเร็วมากขึ้น อาจจะเห็นไม่แตกต่างมากนัก ตัวอย่างข้อมูล GIS ที่ไม่มี TOPOLOGY ก็ได้แก่ ข้อมูล Shape file แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างมากมาย
คงจะเป็นพื้นฐานในการปูพื้นให้มีความเข้าใจให้มากขึ้นสำหรับผู้ที่ศึกษาศาสตร์ทางด้านนี้
ที่มา พ.อ.ศุภฤกษ์ ชัยชนะ
14 กุมภาพันธ์ 2553
Softcopy Photogrammetry หรือ Digital Photogrammetry#3(ตอนจบ)
ขั้นตอนเมื่อปรับแก้ภาพคู่เสร็จแล้วก็ถึงขั้นสร้างข้อมูลความสูงภูมิประเทศ หรือ DEM ขึ้นมา การสร้างข้อมูล DEM ในระบบ softcopy photogrammetry จะเป็นการสร้างแบบอัตโนมัติ ซึ่งมีเทคนิคหลายอย่าง แต่คงใช้หลักการเดียวกัน
หลักการที่ว่า คือ การนำสมการ ร่วมเส้น หรือ colinearlity มาใช้ นั่นคือ ถ้ามีการกำหนดจุดรังวัด บนภาพคู่ซ้าย ต้องหาให้ได้ว่าคือบริเวณจุดไหนของภาพคู่ขวา เปรียบเทียบก็คือ ถ้าเราวางจุดที่ภาพคู่ซ้ายเราจะได้พิกัดภาพถ่าย(xL,yL)ของภาพคู่ซ้าย ฉะนั้นถ้าเราหาได้ว่า พิกัดบริเวณเดียวกันของภาพคู่ขวา(xR,yR) มีค่าเป็นเท่าไร เราสามารถคำนวณย้อนเพื่อหา พิกัด X,Y,Z ของภูมิประเทศจริงได้นั่นเอง เพราะเราได้ทราบแล้วว่า ค่าพารามิเตอร์ของภาพคู่คือ จุดเปิดถ่ายและอาการเอียงของกล้องมีค่าเท่าใด (ดูรายละเอียดได้จาก Softcopy Photogrammetry หรือ Digital Photogrammetry#2)
อธิบายได้ทางแผนภาพดังนี้

ฉะนั้น ถ้า เราทราบพิกัดภาพถ่ายของภาพคู่ซ้าย เราจะได้สมการร่วมเส้น 2 สมการ(จุด PL ในภาพ) และในขณะเดียวกันถ้าเราทราบพิกัดภาพถ่ายของภาพคู่ขวาเราก็จะได้สมการร่วมเส้นอีก 2 สมการ (จุด PR ในภาพ) รวมกันเป็น 4 สมการ เมื่อมีตัวไม่ทราบค่า 3 ตัวคือ P(X,Y,Z) ก็สามารถแก้สมการเพื่อหาค่า P(X,Y,Z) ได้
แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้าง DEM อัตโนมัติ หรือ ATM หรือ Automatic DEM คือการหาว่า จุดพิกัดภาพถ่ายคู่ขวาเป็นเท่าไร ซึ่งในหลักการแล้วเราจะใช้หลักการที่เรียกว่า Image Matching ซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง อย่างหนึ่งที่พอจะกล่าวในที่นี้ก็คือการใช้ค่า ค่าตัวเลขของจุดภาพหรือค่า DN รอบๆบริเวณที่สนใจ แล้วหาค่าความสัมพันธ์เพื่อหาจุดที่ตรงกับภาพคู่ซ้าย หลักการมีหลายอย่าง
หลักจากนี้แล้วเมื่อเราได้ค่า DEM แล้วก็คงจะต้องมีการแก้ไขโดยการตรวจสอบจากผู้ปฏิบัติงาน เมื่อได้ค่า DEM ที่ถูกต้องตามที่ต้องการแล้วก็นำค่า DEM มาทำการดัดแก้ภาพถ่ายในส่วนที่ซ้อนกันให้เป็นภาพ ortho เพื่อนำไปคัดลอกเพื่อจัดทำเป็น แผนที่ระบบตัวเลข หรือ ข้อมูล GIS
หลักการที่ว่า คือ การนำสมการ ร่วมเส้น หรือ colinearlity มาใช้ นั่นคือ ถ้ามีการกำหนดจุดรังวัด บนภาพคู่ซ้าย ต้องหาให้ได้ว่าคือบริเวณจุดไหนของภาพคู่ขวา เปรียบเทียบก็คือ ถ้าเราวางจุดที่ภาพคู่ซ้ายเราจะได้พิกัดภาพถ่าย(xL,yL)ของภาพคู่ซ้าย ฉะนั้นถ้าเราหาได้ว่า พิกัดบริเวณเดียวกันของภาพคู่ขวา(xR,yR) มีค่าเป็นเท่าไร เราสามารถคำนวณย้อนเพื่อหา พิกัด X,Y,Z ของภูมิประเทศจริงได้นั่นเอง เพราะเราได้ทราบแล้วว่า ค่าพารามิเตอร์ของภาพคู่คือ จุดเปิดถ่ายและอาการเอียงของกล้องมีค่าเท่าใด (ดูรายละเอียดได้จาก Softcopy Photogrammetry หรือ Digital Photogrammetry#2)
อธิบายได้ทางแผนภาพดังนี้

ฉะนั้น ถ้า เราทราบพิกัดภาพถ่ายของภาพคู่ซ้าย เราจะได้สมการร่วมเส้น 2 สมการ(จุด PL ในภาพ) และในขณะเดียวกันถ้าเราทราบพิกัดภาพถ่ายของภาพคู่ขวาเราก็จะได้สมการร่วมเส้นอีก 2 สมการ (จุด PR ในภาพ) รวมกันเป็น 4 สมการ เมื่อมีตัวไม่ทราบค่า 3 ตัวคือ P(X,Y,Z) ก็สามารถแก้สมการเพื่อหาค่า P(X,Y,Z) ได้
แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้าง DEM อัตโนมัติ หรือ ATM หรือ Automatic DEM คือการหาว่า จุดพิกัดภาพถ่ายคู่ขวาเป็นเท่าไร ซึ่งในหลักการแล้วเราจะใช้หลักการที่เรียกว่า Image Matching ซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง อย่างหนึ่งที่พอจะกล่าวในที่นี้ก็คือการใช้ค่า ค่าตัวเลขของจุดภาพหรือค่า DN รอบๆบริเวณที่สนใจ แล้วหาค่าความสัมพันธ์เพื่อหาจุดที่ตรงกับภาพคู่ซ้าย หลักการมีหลายอย่าง
หลักจากนี้แล้วเมื่อเราได้ค่า DEM แล้วก็คงจะต้องมีการแก้ไขโดยการตรวจสอบจากผู้ปฏิบัติงาน เมื่อได้ค่า DEM ที่ถูกต้องตามที่ต้องการแล้วก็นำค่า DEM มาทำการดัดแก้ภาพถ่ายในส่วนที่ซ้อนกันให้เป็นภาพ ortho เพื่อนำไปคัดลอกเพื่อจัดทำเป็น แผนที่ระบบตัวเลข หรือ ข้อมูล GIS
Softcopy Photogrammetry หรือ Digital Photogrammetry#2
เมื่อได้เตรียมการในการเตรียมข้อมูล นั่นคือภาพถ่ายทางอากาศที่ผ่านการแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นตัวเลขโดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนที่เราจะต้องนำมาภาพคู่คือภาพถ่ายทางอากาศตัวเลขที่มีส่วนซ้อนหรือ overlap กันมาทำการปรับภาพเพื่อให้ภาพคู่ที่ฉายหรือ project ออกมานั้นมีสภาพเหมือนกับภาพถ่ายทางอากาศขณะบินถ่ายภาพ
วิธีการจัดภาพแบ่งออกเป็นสองขั้นตอนใหญ่ๆ คือ
-ขั้นตอนจัดภาพภายในหรือ interior orientation ขั้นตอนนี้เป็นการเตรียมการณ์ เพื่อให้ทราบสภาพเบื้องต้นของภาพถ่ายทางอากาศ เช่นมีค่า ระยะโพกัสเท่าไร ค่าบิดเบี้ยวที่จะต้องปรับแก้เพื่อให้แสงที่ผ่านเลนส์เดินทางเป็นเส้นตรง,ค่าระยะระหว่างจุด fiducial *หรือจุดที่มุมภาพ และสุดท้ายคือขั้นตอนที่ต้องมีการรังวัดจุด fiducial เพื่อทำให้ระบบพิกัดของภาพ มีแกนที่ตรงกันกับแบบจำลองการคำนวณ
-ขั้นตอนจัดภาพภายนอกหรือ exterior orientation ขั้นตอนนี้คือการกระทำให้ภาพคู่ทั้งสองภาพมีสภาพเหมือนกับตอนที่ถ่ายภาพบนอากาศยาน ซึ่งค่าตัวแปรที่จะต้องรู้ค่าเพื่อทำให้ภาพถ่ายทางอากาศแต่ละภาพมีสภาพเหมือนตอนบินถ่ายก็คือ
- ค่าพิกัดของจุดเปิดถ่าย คือ X0,Y0,Z0 คือค่าพิกัดของจุดเปิดถ่ายที่จุดโพกัสของตัวกล้องหรือที่เรียกว่า จุด Principal
- ค่าอาการเอียงของตัวกล้อง อันได้แก่ มุมในการหมุนตามแนวแกน X คือ v หรือ omega
มุมในการหมุนตามแนวแกน Y คือ K หรือ kappa
มุมในการหมุนตามแนวแกน Z คือ Ф หรือ phi
ซึ่งรวมทั้งหมดแต่ละภาพจะมีตัวไม่ทราบค่า 6 ตัว ถ้าเป็นภาพคู่ก็จะมีทั้งหมด 12 ตัว นี่เองในระบบ LIDAR จึงมีระบบ GPS เพื่อทำการรังวัดหาตำแหน่งพิกัดของจุดเปิดถ่าย และมีระบบ IMU เพื่อรังวัดมุมหมุนของแต่ละแกน (ดูหัวข้อ GPS และ INS (Inertial navigation sensors) )
แต่ถ้าเราไม่ทราบค่าทั้ง 6 ค่า ในภาพเดี่ยว หรือ 12 ค่าในภาพคู่ เราก็ต้องอาศัยจุดควบคุม**หรือจุด Ground control ที่เกิดจากการรังวัดในพื้นที่จริง หรือเกิดจากการกระทำโดยวิธีการ ขยายจุดบังคับภาพถ่ายทางอากาศ หรือ Aerotriangulation (ดูหัวข้อ Block Adjustment)
ซึ่งการหาตัวไม่ทราบค่า จากการใช้จุดควบคุมนี้เราจะใช้สมการ ร่วมเส้นหรือ colinearity
นั่นคือต้องมีการ รังวัดค่าพิกัดภาพถ่าย ตามแผนภาพข้างบนคือ x และ y ที่จุดควบคุมที่ทราบค่า ตามแผนภาพข้างบนคือ X ,Y , Z เพื่อหาตัวไม่ทราบค่าทั้ง 6 ตัว ฉะนั้นการที่จะใช้จุดควบคุมเพื่อคำนวณย้อนหาตัวไม่ทราบค่า ต้องมีจุดควบคุมอย่างน้อย 3 จุด
เมื่อถึงขั้นตอนนี้ภาพคู่ทั้งสองก็ถูกจัดภาพให้มีสภาพคล้ายกับตอนเปิดถ่ายบนอากาศยาน และการที่เราต้องใช้ภาพคู่ที่มีส่วนซ้อนก็เพราะว่า เราจะสามารถรังวัดค่าระดับหรือ ค่า Z ได้ด้วย ซึ่งในกรรมวิธี softcopy photogrammetry นี้เราจะเป็นการรังวัดอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า Automatic DEM ซึ่งต้องใช้หลักการที่เรียกว่า Image Matching ซึ่งจะไว้กล่าวในบทความคราวหน้า
วิธีการจัดภาพแบ่งออกเป็นสองขั้นตอนใหญ่ๆ คือ
-ขั้นตอนจัดภาพภายในหรือ interior orientation ขั้นตอนนี้เป็นการเตรียมการณ์ เพื่อให้ทราบสภาพเบื้องต้นของภาพถ่ายทางอากาศ เช่นมีค่า ระยะโพกัสเท่าไร ค่าบิดเบี้ยวที่จะต้องปรับแก้เพื่อให้แสงที่ผ่านเลนส์เดินทางเป็นเส้นตรง,ค่าระยะระหว่างจุด fiducial *หรือจุดที่มุมภาพ และสุดท้ายคือขั้นตอนที่ต้องมีการรังวัดจุด fiducial เพื่อทำให้ระบบพิกัดของภาพ มีแกนที่ตรงกันกับแบบจำลองการคำนวณ
-ขั้นตอนจัดภาพภายนอกหรือ exterior orientation ขั้นตอนนี้คือการกระทำให้ภาพคู่ทั้งสองภาพมีสภาพเหมือนกับตอนที่ถ่ายภาพบนอากาศยาน ซึ่งค่าตัวแปรที่จะต้องรู้ค่าเพื่อทำให้ภาพถ่ายทางอากาศแต่ละภาพมีสภาพเหมือนตอนบินถ่ายก็คือ
- ค่าพิกัดของจุดเปิดถ่าย คือ X0,Y0,Z0 คือค่าพิกัดของจุดเปิดถ่ายที่จุดโพกัสของตัวกล้องหรือที่เรียกว่า จุด Principal
- ค่าอาการเอียงของตัวกล้อง อันได้แก่ มุมในการหมุนตามแนวแกน X คือ v หรือ omega
มุมในการหมุนตามแนวแกน Y คือ K หรือ kappa
มุมในการหมุนตามแนวแกน Z คือ Ф หรือ phi
ซึ่งรวมทั้งหมดแต่ละภาพจะมีตัวไม่ทราบค่า 6 ตัว ถ้าเป็นภาพคู่ก็จะมีทั้งหมด 12 ตัว นี่เองในระบบ LIDAR จึงมีระบบ GPS เพื่อทำการรังวัดหาตำแหน่งพิกัดของจุดเปิดถ่าย และมีระบบ IMU เพื่อรังวัดมุมหมุนของแต่ละแกน (ดูหัวข้อ GPS และ INS (Inertial navigation sensors) )
แต่ถ้าเราไม่ทราบค่าทั้ง 6 ค่า ในภาพเดี่ยว หรือ 12 ค่าในภาพคู่ เราก็ต้องอาศัยจุดควบคุม**หรือจุด Ground control ที่เกิดจากการรังวัดในพื้นที่จริง หรือเกิดจากการกระทำโดยวิธีการ ขยายจุดบังคับภาพถ่ายทางอากาศ หรือ Aerotriangulation (ดูหัวข้อ Block Adjustment)
ซึ่งการหาตัวไม่ทราบค่า จากการใช้จุดควบคุมนี้เราจะใช้สมการ ร่วมเส้นหรือ colinearity
นั่นคือต้องมีการ รังวัดค่าพิกัดภาพถ่าย ตามแผนภาพข้างบนคือ x และ y ที่จุดควบคุมที่ทราบค่า ตามแผนภาพข้างบนคือ X ,Y , Z เพื่อหาตัวไม่ทราบค่าทั้ง 6 ตัว ฉะนั้นการที่จะใช้จุดควบคุมเพื่อคำนวณย้อนหาตัวไม่ทราบค่า ต้องมีจุดควบคุมอย่างน้อย 3 จุด
เมื่อถึงขั้นตอนนี้ภาพคู่ทั้งสองก็ถูกจัดภาพให้มีสภาพคล้ายกับตอนเปิดถ่ายบนอากาศยาน และการที่เราต้องใช้ภาพคู่ที่มีส่วนซ้อนก็เพราะว่า เราจะสามารถรังวัดค่าระดับหรือ ค่า Z ได้ด้วย ซึ่งในกรรมวิธี softcopy photogrammetry นี้เราจะเป็นการรังวัดอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า Automatic DEM ซึ่งต้องใช้หลักการที่เรียกว่า Image Matching ซึ่งจะไว้กล่าวในบทความคราวหน้า
Softcopy Photogrammetry หรือ Digital Photogrammetry#1
Photogrammetry คือวิชาที่ว่าด้วยการรังวัดจากภาพถ่าย ซึ่งหมายความรวมไปถึงทั้งภาพถ่ายทางอากาศ หรือ ภาพถ่ายบนพื้นดิน สมัยก่อนการถ่ายภาพเป็นในระบบฟิลม์ และการถ่ายภาพเพื่อทำการรังวัดก็ต้องใช้กล้องถ่ายภาพชนิดพิเศษที่เรียกว่า Metric camera ที่จะทำให้แสงเดินทางเป็นเส้นตรง หรือ ในตัวเลนส์ต้องมีค่าดัดแก้ หรือค่า calibrate เพื่อที่จะทำให้การเกิดภาพอยู่ในลักษณะแสงเดินทางเป็นเส้นตรง แม้จะผ่านเลนส์ก็ตาม
เมื่อวิวัฒนาการข่าวสารข้อมูลก้าวเข้าสู่ระบบตัวเลข ประกอบกับมีเครื่องสมองกลหรือที่เรียกว่า computer ทำให้มีการแปรเปลี่ยนเครื่องมือรังวัดภาพถ่ายที่ต้องใช้เฟืองหรือกลไกหรือที่เรียกว่า analog plotter ไปสู่เครื่องมือรังวัดที่ในจอคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกว่า softcopy photogrammetry หรือ Digital Photogrammetry และตัวข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศเองเมื่อจะนำมาใช้กับ Digital Photogrammetry ก็ต้องถูกแปรให้อยู่ในรูปของตัวเลขหรือ digital โดยกรรมวิธี การกราดภาพ(scan) หรือ ถ่ายด้วยกล้องถ่ายภาพทางอากาศแบบ digital
มีคำถามต่อไปว่า เมื่อเรามีภาพถ่ายทางอากาศ มาตราส่วนเท่านี้ต้อง scan ด้วย ขนาดของจุดภาพจำนวนเท่าใดจึงจะพอ และ เครื่องกราดภาพชนิดใดถึงจะใช้สำหรับการ scan ภาพที่ให้คุณภาพเพียงพอกับการรังวัด
สำหรับคำถามข้อแรกที่ว่า ต้อง scan ด้วยขนาดจุดภาพเท่าไร ต้องตอบว่า เราต้องการความละเอียดของจุดควบคุม หรือ ground control เท่าใด เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ มีขนาดมาตราส่วนเท่ากับ 1:20 000 ต้องการมีความละเอียดของจุดควบคุมเท่ากับ 2 เมตร ฉะนั้น ต้อง scan ด้วยขนาดจุดภาพ 2/20 000 เมตร หรือ 1/100 ซม. หรือ 1/10 ม.ม. หรือ 100 ไมครอน*1
คำถามข้อที่สอง เครื่องกราดภาพชนิดใดถึงจะใช้สำหรับการ scan ภาพที่ให้คุณภาพเพียงพอกับการรังวัด มีเครื่อง กราดภาพจำนวนมากในท้องตลาด แต่เครื่องกราดภาพเหล่านั้นมีความผิดพลาดทางเรขาคณิต ทำให้รูปร่างของวัตถุที่ปรากฏบนภาพผิดรูปทรงไป(อาจจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) และบางยี่ห้อแม้จะบอกว่า scan ด้วยความละเอียดสูงแต่แท้จริงแล้วคือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า resampling ฉะนั้นเครื่องกราดภาพที่จะนำมากราดภาพถ่ายทางอากาศควรเป็นเครื่องกราดภาพสำหรับภาพถ่ายทางอากาศโดยเฉพาะ
ปัจจุบันมีการวิจัยที่จะนำ กล้องถ่ายภาพตัวเลขธรรมดา มาใช้ในงานรังวัด โดยอาศัยวิธีการปรับแก้ หรือ calibarte*2 ซึ่งเป็นที่น่าสนใจ และถ้ากระทำได้เราอาจจะไม่ต้องพึ่งพากล้อง metric camera หรือกล้องถ่ายภาพทางอากาศระบบตัวเลขที่ราคาแพงแสนแพงเลย
เมื่อวิวัฒนาการข่าวสารข้อมูลก้าวเข้าสู่ระบบตัวเลข ประกอบกับมีเครื่องสมองกลหรือที่เรียกว่า computer ทำให้มีการแปรเปลี่ยนเครื่องมือรังวัดภาพถ่ายที่ต้องใช้เฟืองหรือกลไกหรือที่เรียกว่า analog plotter ไปสู่เครื่องมือรังวัดที่ในจอคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกว่า softcopy photogrammetry หรือ Digital Photogrammetry และตัวข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศเองเมื่อจะนำมาใช้กับ Digital Photogrammetry ก็ต้องถูกแปรให้อยู่ในรูปของตัวเลขหรือ digital โดยกรรมวิธี การกราดภาพ(scan) หรือ ถ่ายด้วยกล้องถ่ายภาพทางอากาศแบบ digital
มีคำถามต่อไปว่า เมื่อเรามีภาพถ่ายทางอากาศ มาตราส่วนเท่านี้ต้อง scan ด้วย ขนาดของจุดภาพจำนวนเท่าใดจึงจะพอ และ เครื่องกราดภาพชนิดใดถึงจะใช้สำหรับการ scan ภาพที่ให้คุณภาพเพียงพอกับการรังวัด
สำหรับคำถามข้อแรกที่ว่า ต้อง scan ด้วยขนาดจุดภาพเท่าไร ต้องตอบว่า เราต้องการความละเอียดของจุดควบคุม หรือ ground control เท่าใด เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ มีขนาดมาตราส่วนเท่ากับ 1:20 000 ต้องการมีความละเอียดของจุดควบคุมเท่ากับ 2 เมตร ฉะนั้น ต้อง scan ด้วยขนาดจุดภาพ 2/20 000 เมตร หรือ 1/100 ซม. หรือ 1/10 ม.ม. หรือ 100 ไมครอน*1
คำถามข้อที่สอง เครื่องกราดภาพชนิดใดถึงจะใช้สำหรับการ scan ภาพที่ให้คุณภาพเพียงพอกับการรังวัด มีเครื่อง กราดภาพจำนวนมากในท้องตลาด แต่เครื่องกราดภาพเหล่านั้นมีความผิดพลาดทางเรขาคณิต ทำให้รูปร่างของวัตถุที่ปรากฏบนภาพผิดรูปทรงไป(อาจจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) และบางยี่ห้อแม้จะบอกว่า scan ด้วยความละเอียดสูงแต่แท้จริงแล้วคือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า resampling ฉะนั้นเครื่องกราดภาพที่จะนำมากราดภาพถ่ายทางอากาศควรเป็นเครื่องกราดภาพสำหรับภาพถ่ายทางอากาศโดยเฉพาะ
ปัจจุบันมีการวิจัยที่จะนำ กล้องถ่ายภาพตัวเลขธรรมดา มาใช้ในงานรังวัด โดยอาศัยวิธีการปรับแก้ หรือ calibarte*2 ซึ่งเป็นที่น่าสนใจ และถ้ากระทำได้เราอาจจะไม่ต้องพึ่งพากล้อง metric camera หรือกล้องถ่ายภาพทางอากาศระบบตัวเลขที่ราคาแพงแสนแพงเลย
Atlas สมุดชุดแผนที่
“แอตลาส”
หมายถึงชุดแผนที่ ซึ่งอาจเป็นแผนที่โลกหรือแผนที่ของเขตใดเขตหนึ่งก็ได้ ที่แสดงข้อมูลทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ ประวัติศาสตร์ สถิติทางเศรษฐกิจ การเมือง ภาษา ประชากร ทรัพยากร และอื่น ๆ จะเย็บเป็นหนังสือเล่มหรือจะเป็นมัลติมีเดียอยู่ในซีดีรอมก็ได้ นอกจากนี้ แอตลาสยังหมายถึงหนังสือที่รวบรวมเอาตาราง ชาร์ต ภาพประกอบ ที่เป็นข้อมูลหัวข้อเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วย ความหมายดั้งเดิมของแอตลาส แปลว่า แบก คนที่รับภาระหนักหนาสาหัสถูกเรียกด้วยคำนี้เช่นกัน
ในเทพปกรณัมกรีก แอตลาสเป็นเทพเจ้า (บางคนบอกว่าเป็นกึ่งเทพกึ่งอสูร) โอรสของเทพไออาเพอทัสกับคลิเมอเน นางอัปสรแห่งท้องทะเล ซึ่งเป็นมหาเทพกลุ่มไททัน [Titans- มหาเทพรุ่นแรกซึ่งเป็นโอรสและธิดาของสวรรค์ (ยูเรนัส) กับแผ่นดิน (กายา)] ชะตากรรมของแอตลาสมีหลายแบบตามแต่กวีผู้ผูกเรื่องจะเห็นควร ในเวอร์ชันของเฮสิออด เขาให้แอตลาสซึ่งอยู่ในสังกัดเทพไททันเข้าร่วมมหายุทธ์ต่อกรกับซูส มหาสงครามครั้งนั้นเป็นสงครามที่มีการทำลายล้างกันใหญ่หลวงมากที่สุด กระทั่งสวรรค์ยังสะเทือน
ในที่สุดไททันเป็นฝ่ายปราชัย ซูสในฐานะผู้ชนะ จัดการลงโทษบรรดาผู้แพ้ด้วยการทรมานให้ได้รับทุกขเวทนา แอตลาส หนึ่งในผู้รับโทษทัณฑ์ที่หนักที่สุด ต้องทำหน้าที่แบกสวรรค์ไว้บนบ่า (บ้างว่าแอตลาสแบกโลกไว้บนศีรษะ) ตั้งแต่บัดนั้น
มนุษย์เราอาจลืมเทพองค์นี้ไปแล้ว ถ้าหากไม่เป็นเพราะนักภูมิศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ ช่างแกะเพลต และนักปรัชญาชาวเบลเยียมคนหนึ่งที่ชื่อ เกอราดัส เมอร์เคเทอร์ (Gerardus Mercator ๑๕๑๒-๑๕๙๔)
ทั้งที่เกิดมาในครอบครัวยากจน เมอร์เคเทอร์อ่านเขียนภาษาละตินคล่องตั้งแต่ ๗ ขวบ เรียนจบขั้นมาสเตอร์ดีกรีตอนอายุ ๒๐ เดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว และได้ประดิษฐ์ลูกโลกร่วมกับ เกมมา ฟริสิอัส - แพทย์และนักภูมิศาสตร์ชื่อดังในยุคนั้น
เมอร์เคเทอร์ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่เทียบเท่าโตเลมี (Ptolemy) นักปราชญ์แห่งอเล็กซานเดรีย แผนที่ของเขาก็ได้รับการกล่าวขวัญว่าถูกต้องกว่าแผนที่ยุคก่อนหน้า เข้าใจง่าย และมีความงามทางศิลปะ
เพื่อสดุดีเทพองค์นี้ ในหนังสือแผนที่โลกที่ชื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Atlas, or Cosmographical Meditations on the Frame for the World and its Form เมอร์เคเทอร์จึงวางรูปแอตลาสแบกสวรรค์ไว้บนหน้าแรกเคียงคู่กับชื่อหนังสือ การใส่ภาพของแอตลาสบนหน้าปกหรือหน้าที่ติดกับชื่อหนังสือแผนที่โลกได้กลายเป ็นขนบของนักทำแผนที่สืบมา ใครๆ ต่างพากันเรียกหนังสือประเภทนี้ว่า แอตลาส ตราบจนวันนี้
ที่มา นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 241 มีนาคม ๔๘ ปีที่๒๑ เรื่อง คนสร้างคำ : Atlas-แอตลาส เขียนโดย ต้นข้าว
หมายถึงชุดแผนที่ ซึ่งอาจเป็นแผนที่โลกหรือแผนที่ของเขตใดเขตหนึ่งก็ได้ ที่แสดงข้อมูลทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ ประวัติศาสตร์ สถิติทางเศรษฐกิจ การเมือง ภาษา ประชากร ทรัพยากร และอื่น ๆ จะเย็บเป็นหนังสือเล่มหรือจะเป็นมัลติมีเดียอยู่ในซีดีรอมก็ได้ นอกจากนี้ แอตลาสยังหมายถึงหนังสือที่รวบรวมเอาตาราง ชาร์ต ภาพประกอบ ที่เป็นข้อมูลหัวข้อเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วย ความหมายดั้งเดิมของแอตลาส แปลว่า แบก คนที่รับภาระหนักหนาสาหัสถูกเรียกด้วยคำนี้เช่นกัน
ในเทพปกรณัมกรีก แอตลาสเป็นเทพเจ้า (บางคนบอกว่าเป็นกึ่งเทพกึ่งอสูร) โอรสของเทพไออาเพอทัสกับคลิเมอเน นางอัปสรแห่งท้องทะเล ซึ่งเป็นมหาเทพกลุ่มไททัน [Titans- มหาเทพรุ่นแรกซึ่งเป็นโอรสและธิดาของสวรรค์ (ยูเรนัส) กับแผ่นดิน (กายา)] ชะตากรรมของแอตลาสมีหลายแบบตามแต่กวีผู้ผูกเรื่องจะเห็นควร ในเวอร์ชันของเฮสิออด เขาให้แอตลาสซึ่งอยู่ในสังกัดเทพไททันเข้าร่วมมหายุทธ์ต่อกรกับซูส มหาสงครามครั้งนั้นเป็นสงครามที่มีการทำลายล้างกันใหญ่หลวงมากที่สุด กระทั่งสวรรค์ยังสะเทือน
ในที่สุดไททันเป็นฝ่ายปราชัย ซูสในฐานะผู้ชนะ จัดการลงโทษบรรดาผู้แพ้ด้วยการทรมานให้ได้รับทุกขเวทนา แอตลาส หนึ่งในผู้รับโทษทัณฑ์ที่หนักที่สุด ต้องทำหน้าที่แบกสวรรค์ไว้บนบ่า (บ้างว่าแอตลาสแบกโลกไว้บนศีรษะ) ตั้งแต่บัดนั้น
มนุษย์เราอาจลืมเทพองค์นี้ไปแล้ว ถ้าหากไม่เป็นเพราะนักภูมิศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ ช่างแกะเพลต และนักปรัชญาชาวเบลเยียมคนหนึ่งที่ชื่อ เกอราดัส เมอร์เคเทอร์ (Gerardus Mercator ๑๕๑๒-๑๕๙๔)
ทั้งที่เกิดมาในครอบครัวยากจน เมอร์เคเทอร์อ่านเขียนภาษาละตินคล่องตั้งแต่ ๗ ขวบ เรียนจบขั้นมาสเตอร์ดีกรีตอนอายุ ๒๐ เดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว และได้ประดิษฐ์ลูกโลกร่วมกับ เกมมา ฟริสิอัส - แพทย์และนักภูมิศาสตร์ชื่อดังในยุคนั้น
เมอร์เคเทอร์ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่เทียบเท่าโตเลมี (Ptolemy) นักปราชญ์แห่งอเล็กซานเดรีย แผนที่ของเขาก็ได้รับการกล่าวขวัญว่าถูกต้องกว่าแผนที่ยุคก่อนหน้า เข้าใจง่าย และมีความงามทางศิลปะ
เพื่อสดุดีเทพองค์นี้ ในหนังสือแผนที่โลกที่ชื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Atlas, or Cosmographical Meditations on the Frame for the World and its Form เมอร์เคเทอร์จึงวางรูปแอตลาสแบกสวรรค์ไว้บนหน้าแรกเคียงคู่กับชื่อหนังสือ การใส่ภาพของแอตลาสบนหน้าปกหรือหน้าที่ติดกับชื่อหนังสือแผนที่โลกได้กลายเป ็นขนบของนักทำแผนที่สืบมา ใครๆ ต่างพากันเรียกหนังสือประเภทนี้ว่า แอตลาส ตราบจนวันนี้
ที่มา นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 241 มีนาคม ๔๘ ปีที่๒๑ เรื่อง คนสร้างคำ : Atlas-แอตลาส เขียนโดย ต้นข้าว
กรมทำแผนที่
หลังจากที่เสด็จประพาสรอบแหลมมลายู ชวา และอินเดีย ใน พ.ศ. 2416 แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำ นายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ ซึ่งเคยทำหน้าที่รองกงศุลอังกฤษในเมืองไทยมาก่อนนั้น กลับเข้ามารับราชการเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้วย
นายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ ได้กราบบังคมถวายคำแนะนำในการทำนุบำรุงบ้านเมืองด้วยวิชาการสมัยใหม่หลาpสาขา รวมทั้งวิชาการสำรวจและทำแผนที่ซึ่งทรงเห็นว่ามีประโยชน์มาก ดังนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองทำแผนที่ทดลองขึ้นใน พ.ศ. 2418 มีนายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ นั้นเองเป็นหัวหน้า กัปตันลอฟตัสเป็นผู้ช่วย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอีก 4 นาย ได้แก่ ม.ร.ว. แดง เทวาธิราช นายทัด ศิริสัมพันธ์ นายสุด และ ม.ร.ว. เฉลิม เริ่มสำรวจทำแผนที่กรุงเทพฯ เพื่อตัดถนนเจริญกรุงและถนนอื่นๆ อีกหลายสาย ต่อจากนั้นก็ได้ทำแผนที่วางสายโทรเลขไปยังพระตะบอง (ม.ปาวี ได้ร่วมไปกับคณะนี้ด้วย) และแผนที่บริเวณปากอ่าวสยาม เพื่อประโยชน์ในการเดินเรือและเป็นแนวทางการป้องกันฝั่งทะเลเนื่องจากเกรงว่าอาจมีการรุกรานจากต่างประเทศ
ครั้น พ.ศ. 2423 รัฐบาลอังกฤษ ได้ขออนุญาตรัฐบาลสยาม เพื่อให้กองทำแผนที่ กรมแผนที่แห่งอินเดีย ซึ่งมีกัปตัน เอช.ฮิล เป็นหัวหน้า และ นายเจมส์ เอฟ.แมคคาร์ธี เป็นผู้ช่วย เดินทางผ่านเข้ามาในประเทศสยาม เพื่อดำเนินการวางโครงข่ายสามเหลี่ยมต่อเนื่องจากประเทศอินเดีย ผ่านพม่า เข้าเขตประเทศสยามทางจังหวัดราชบุรี เพื่อเข้าบรรจบกับแผนที่ทางทะเลที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งขอสร้างหมุดหลักฐานทางแผนที่ที่ภูเขาทอง และที่พระปฐมเจดีย์ เพื่อให้เป็นจุดตรวจสอบด้วย ครั้งนั้นข้าราชการไทยพากันหวั่นวิตกเป็นอันมาก เรื่องจากได้สังเกตุว่า ประเทศล่าอาณานิคมมักขอเข้าสำรวจก่อน แล้วจึงถือโอกาสเข้ายึกครองในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาดูโดยรอบคอบแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าฯ อนุโลมตามคำแนะนำของ
นายอลาบาสเตอร์ ที่ให้ยินยอมตามคำขอของรัฐบาลอังกฤษ ทั้งทรงเห็นชอบด้วยกับการที่จะเจรจาทาบทามตัวพนักงานทำแผนที่อังกฤษเข้ามารับราชการเพื่อเป็นการวางรากฐานการทำแผนที่ของไทยด้วย ผลที่สุด ปรากฏว่า นายเจมส์ เอฟ. แมคคาร์ธี ตกลงยินยอมเข้ารับราชการราชการสยาม นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2424 โดยสังกัดฝ่ายพระกลาโหมซึ่งมีหน้าที่บัญชาการหัวเมืองและทหารฝ่ายใต้ในขณะนั้น(ตั้งแต่มณฑลกรุงเทพฯลงไปคู่มหาดไทย ซึ่งดูแลควบคุมบัญชาการทหารในมณฑลฝ่ายเหนือ) แต่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงคือ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร(กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ผู้บัญชาการกรมทหารมหาดเล็ก
เนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องใช้แผนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งกองทำแผนที่เพียงกองเดียวไม่สามารถรับภารกิจทั้งสิ้นได้ พระองค์เจ้าดิศวรกุมารจึงทรงได้รับพระราชโองการให้ตรัวเรียก นายแมคคาร์ธีมาปรึกษาและร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนฝึกสอนชาวสยามให้ทำแผนที่ขึ้นในระยะปลายปีพ.ศ. 2425 โดยเกณฑ์เอานายทหารรักษาพระองค์ 30 นายเข้าเป็นนักเรียนรุ่นแรก นายแมคคาร์ธีเข้ารับหน้าที่เป็นครูใหญ่ มีนายเฮนรี่ นิโกเล เป็นครูรอง ทำการสอนภาคทฤษฏีที่ตึกแถวกองทหารมหาดเล็ก ข้างประตูพิมานไชยศรีในพระบรมมหาราชวัง และนำนักเรียกออกฝึกทำแผนที่ทั้งในกรุงเทพฯ และมณฑลอื่นๆ โรงเรียนแผนที่ดำเนินการมาราวสามปี ได้จำนวนผู้สำเร็จการศึกษามากพอที่จะจัดตั้งหน่วยราชการขึ้นได้ จึงได้มีพระราชโองการแยกเหล่านักสำรวจออกจากสังกัดกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ตั้งขึ้นเป็น กรมทำแผนที่ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2428 (ตรงกับวันพฤหัสบดี แรมเก้าค่ำ ปีระกา สัปตศก จ.ศ. 1247) นายแมคคาร์ธี ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ เป็น ร้อยเอก พระภูวดล(รับพระราชทานสัญญาบัตร เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2428) นั้นได้รับตำแหน่งเป็นเจ้ากรม ขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระองค์เจ้าดิศวรกุมารเป็นผู้ดูแลอีกชั้นหนึ่ง
ที่มา วารสารแผนที่ ฉบับที่ ๑ ปีที่ ๓๒ (กรกฏาคม- กันยายน ๒๕๓๒)
นายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ ได้กราบบังคมถวายคำแนะนำในการทำนุบำรุงบ้านเมืองด้วยวิชาการสมัยใหม่หลาpสาขา รวมทั้งวิชาการสำรวจและทำแผนที่ซึ่งทรงเห็นว่ามีประโยชน์มาก ดังนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองทำแผนที่ทดลองขึ้นใน พ.ศ. 2418 มีนายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ นั้นเองเป็นหัวหน้า กัปตันลอฟตัสเป็นผู้ช่วย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอีก 4 นาย ได้แก่ ม.ร.ว. แดง เทวาธิราช นายทัด ศิริสัมพันธ์ นายสุด และ ม.ร.ว. เฉลิม เริ่มสำรวจทำแผนที่กรุงเทพฯ เพื่อตัดถนนเจริญกรุงและถนนอื่นๆ อีกหลายสาย ต่อจากนั้นก็ได้ทำแผนที่วางสายโทรเลขไปยังพระตะบอง (ม.ปาวี ได้ร่วมไปกับคณะนี้ด้วย) และแผนที่บริเวณปากอ่าวสยาม เพื่อประโยชน์ในการเดินเรือและเป็นแนวทางการป้องกันฝั่งทะเลเนื่องจากเกรงว่าอาจมีการรุกรานจากต่างประเทศ
ครั้น พ.ศ. 2423 รัฐบาลอังกฤษ ได้ขออนุญาตรัฐบาลสยาม เพื่อให้กองทำแผนที่ กรมแผนที่แห่งอินเดีย ซึ่งมีกัปตัน เอช.ฮิล เป็นหัวหน้า และ นายเจมส์ เอฟ.แมคคาร์ธี เป็นผู้ช่วย เดินทางผ่านเข้ามาในประเทศสยาม เพื่อดำเนินการวางโครงข่ายสามเหลี่ยมต่อเนื่องจากประเทศอินเดีย ผ่านพม่า เข้าเขตประเทศสยามทางจังหวัดราชบุรี เพื่อเข้าบรรจบกับแผนที่ทางทะเลที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งขอสร้างหมุดหลักฐานทางแผนที่ที่ภูเขาทอง และที่พระปฐมเจดีย์ เพื่อให้เป็นจุดตรวจสอบด้วย ครั้งนั้นข้าราชการไทยพากันหวั่นวิตกเป็นอันมาก เรื่องจากได้สังเกตุว่า ประเทศล่าอาณานิคมมักขอเข้าสำรวจก่อน แล้วจึงถือโอกาสเข้ายึกครองในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาดูโดยรอบคอบแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าฯ อนุโลมตามคำแนะนำของ
นายอลาบาสเตอร์ ที่ให้ยินยอมตามคำขอของรัฐบาลอังกฤษ ทั้งทรงเห็นชอบด้วยกับการที่จะเจรจาทาบทามตัวพนักงานทำแผนที่อังกฤษเข้ามารับราชการเพื่อเป็นการวางรากฐานการทำแผนที่ของไทยด้วย ผลที่สุด ปรากฏว่า นายเจมส์ เอฟ. แมคคาร์ธี ตกลงยินยอมเข้ารับราชการราชการสยาม นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2424 โดยสังกัดฝ่ายพระกลาโหมซึ่งมีหน้าที่บัญชาการหัวเมืองและทหารฝ่ายใต้ในขณะนั้น(ตั้งแต่มณฑลกรุงเทพฯลงไปคู่มหาดไทย ซึ่งดูแลควบคุมบัญชาการทหารในมณฑลฝ่ายเหนือ) แต่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงคือ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร(กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ผู้บัญชาการกรมทหารมหาดเล็ก
เนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องใช้แผนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งกองทำแผนที่เพียงกองเดียวไม่สามารถรับภารกิจทั้งสิ้นได้ พระองค์เจ้าดิศวรกุมารจึงทรงได้รับพระราชโองการให้ตรัวเรียก นายแมคคาร์ธีมาปรึกษาและร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนฝึกสอนชาวสยามให้ทำแผนที่ขึ้นในระยะปลายปีพ.ศ. 2425 โดยเกณฑ์เอานายทหารรักษาพระองค์ 30 นายเข้าเป็นนักเรียนรุ่นแรก นายแมคคาร์ธีเข้ารับหน้าที่เป็นครูใหญ่ มีนายเฮนรี่ นิโกเล เป็นครูรอง ทำการสอนภาคทฤษฏีที่ตึกแถวกองทหารมหาดเล็ก ข้างประตูพิมานไชยศรีในพระบรมมหาราชวัง และนำนักเรียกออกฝึกทำแผนที่ทั้งในกรุงเทพฯ และมณฑลอื่นๆ โรงเรียนแผนที่ดำเนินการมาราวสามปี ได้จำนวนผู้สำเร็จการศึกษามากพอที่จะจัดตั้งหน่วยราชการขึ้นได้ จึงได้มีพระราชโองการแยกเหล่านักสำรวจออกจากสังกัดกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ตั้งขึ้นเป็น กรมทำแผนที่ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2428 (ตรงกับวันพฤหัสบดี แรมเก้าค่ำ ปีระกา สัปตศก จ.ศ. 1247) นายแมคคาร์ธี ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ เป็น ร้อยเอก พระภูวดล(รับพระราชทานสัญญาบัตร เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2428) นั้นได้รับตำแหน่งเป็นเจ้ากรม ขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระองค์เจ้าดิศวรกุมารเป็นผู้ดูแลอีกชั้นหนึ่ง
ที่มา วารสารแผนที่ ฉบับที่ ๑ ปีที่ ๓๒ (กรกฏาคม- กันยายน ๒๕๓๒)
12 กุมภาพันธ์ 2553
ชื่อภูมิศาสตร์(Geographic name)
ชื่อภูมิศาสตร์ ( Geographical Names ) เป็นตัวอักษรกำกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่แสดงไว้ภายในขอบระวางแผนทีเพื่อบอกให้ทราบว่าสถานที่นั้นหรือสิ่งนั้นมีชื่อเรียกอะไร กล่าวง่ายๆก็คือ ชื่อภูมิศาสตร์หรือ geographic name คือ ชื่อสถานที่ ที่เป็นทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้น ที่ปรากฏบนโลกของเราหรืออีกนัยหนึ่งบนแผนที่
การรวบรวมชื่อภูมิศาสตร์ ได้มีความพยายามกันมาค่อนช้างนานโข ที่เห็นเด่นชัดก็คือ web ของ NGA หรือ กรมแผนที่ของสหรัฐอเมริกา มี website เพื่อค้นหาชื่อภูมิศาสตร์ทั่วโลกที่ http://geonames.nga.mil/ggmaviewer/MainFrameSet.asp มีข้อมูลชื่อภูมิศาสตร์จัดเก็บในลักษณะของฐานข้อมูลทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ยังมีค่าพิกัดให้อีกด้วย แต่เป็นภาษาอังกฤษสะกดตาม romanize นะครับ
ประเทศไทยเองก็มีคณะกรรมการรวบรวมชื่อภูมิศาสตร์ในประเทศไทย รายละเอียดหาดูได้จาก http://www.rtsd.mi.th/new2009/04-52/index_trans.html และราชบัณฑิตยสถาน ได้มีการรวบรวมข้อมูลชื่อภูมิศาสตร์ที่ปรากฏบนแผนที่ และสามารถสืบค้นทาง website ได้ที่ http://rirs3.royin.go.th/akara/index.html ในรูปแบบภาษไทย เหล่านี้คงจะทำให้ชื่อภูมิศาสตร์ มีความเป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับครับ
สุดท้ายนี้มีเกร็ดภูมิศาสตร์จากหนังสือพิมพ์บ้านเมืองมาฝากดังนี้ครับ
ชื่อยาวที่สุดในโลก
หมู่บ้าน เล็กๆ ที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก คงไม่มีที่ไหน ทำลายสถิติ LLAN FAIRWLLGWNYNGYLLGOGERYCH WYRNDROBWLLLLANTYSILIOGOGOGOCH ของ เวลส์ ไปได้ หมู่บ้านแห่งนี้ ขึ้นชื่อในเรื่องของตั๋วรถไฟ ซึ่งมีขนาดยาวเฟื้อย สมกับชื่อหมู่บ้านที่มีตัวอักษรถึง 58 ตัว ความหมายของชื่อแปลได้ว่า “โบสถ์เซนต์แมรี่ " ในโพรงของต้นเฮเซลสีขาวใกล้กับแอ่งน้ำวนอันเชี่ยวกรากของโบสถ์เซนต์ไทซิโอ ข้างๆ ถ้ำสีแดง”
แต่ถ้าเป็นชื่อของ เมืองหลวง แล้วละก้อ กรุงเทพมหานคร ของเราจัดเป็นเมืองหลวง และเมืองใหญ่ที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก เพราะชื่อเต็มๆ คือ “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานี อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์” เมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะมีตัวอักษรรวมกันถึง 167 ตัว
ชื่อสั้นที่สุดในโลก
เมืองที่มีชื่อสั้นที่สุดในโลก มีอยู่ 5 เมืองด้วยกัน คือ เมือง U อยู่ที่เกาะแคโรไลน์ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
เมือง Y เป็นเมืองเล็กๆ ในฝรั่งเศส ในขณะที่ นอร์เวย์ สวีเดน และ เดนมาร์ก ต่างก็มีเมืองชื่อ เมือง A เหมือนกันทั้ง 3 ประเทศ
ภูเขาชื่อย้าว ยาว
เนินเขา เตี้ยๆ ใน นิวซีแลนด์ ลูกนี้แทบจะไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ทว่า ความที่มีชื่อย้าว ยาว ในภาษาเมารี ทำให้มันกลายเป็นภูเขาที่มีชื่อติดอันดับโลกกับเขาด้วย ในฐานะ ภูเขาที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก
ชื่อเต็มๆ ของมันคือ “TAUMATAWHAKA TANGIHANGA KOAUAUOTAMATEATURIPUKAKA PIKIMAUNGAHORONUKU POKAIWHENUAKITANATAHU” รวมตัวอักษรทั้งสิ้น 85 ตัว แปลได้ความว่า “สถานที่ซึ่งทามาเทอา ชายผู้มีเข่ามหึมา ผู้ซึ่งปีนป่ายและกลืนภูเขา รู้จักกันในชื่อของผู้กลืนแผ่นดิน ได้เคยมาเป่าขลุ่ยให้คนที่เขารักฟัง”
เหนือสุด และใต้สุด
แผ่นดินที่อยู่ เหนือสุด ของโลก คือ “OODAAQ Q” ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ของ กรีนแลนด์ เกาะนี้มีความกว้างเพียง 100 ฟุต อยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือเพียง 438.9 ไมล์เท่านั้น
ส่วนจุดที่อยู่ ใต้สุด ของโลกนั้น ไม่ใช่เกาะ เพราะขั้วโลกใต้มีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมา ไม่ใช่ทะเลน้ำแข็งเหมือนขั้วโลกเหนือ ดังนั้น จุดที่อยู่ใต้สุดของโลก จึงเป็น สถานีตรวจอากาศอะมันด์เซน-สก็อตต์ ซึ่งสร้างบนความสูง 9,370 ฟุต สถานีตรวจอากาศแห่งนี้จะเคลื่อนที่ไปตามการเคลื่อนตัวของแผ่นน้ำแข็ง ซึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยขยับจากจุดเดิมประมาณ 27-30 ฟุตต่อปี
ทั้งเกาะเหนือสุด และสถานีตรวจอากาศใต้สุดของโลก ล้วนมีแต่น้ำแข็งขาวโพลนทุกหนแห่ง ถ้าจะไปเที่ยว ต้องขนเสื้อหนาวไปเพียบ
หินงอก...หินย้อย
หินงอก สูงที่สุดในโลก อยู่ในถ้ำ กราสโนฮอร์สกา ของ สาธารณรัฐเช็ก ความสูงที่วัดได้ อยู่ที่ 105 ฟุต หรือ 31.5 เมตร ซึ่งเป็นความสูงเฉียดๆ ตึก 10 ชั้น ใกล้เคียงกับความสูงของหินงอกในถ้ำที่ เมืองโลแซร์ ประเทศฝรั่งเศส
หินย้อย ที่ยาวที่สุดในโลก วัดความยาวจากเพดานถึงพื้นได้ถึง 195 ฟุต อยู่ที่ถ้ำคูเอวา เด เนอร์ฮา ใน สเปน แต่ถ้าเอาเฉพาะหินย้อยที่ลอยเหนือพื้น สถิติโลกจะเป็นของหินย้อยในถ้ำพอล แอน ไอโอเนียน ใน ไอร์แลนด์ วัดความยาวได้ 21 ฟุต 6 นิ้ว
ลมฟ้าอากาศ
จุดที่ ลมแรง ที่สุดในโลก อยู่ที่ อ่าวคอมมอนเวลธ์ ใน แอนตาร์กติกา เพราะมีลมพัดผ่านด้วยความเร็ว 56-72 กม./ชม. ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นกระแสลมที่พัดเร็วที่สุดในโลกเพียงวูบเดียว สถิติจะเป็นของกระแสลมที่พัด ผ่านภูเขาวอชิงตัน ในนิวแฮมป์เชียร์ เมื่อปี 1934 ซึ่งพัดเร็วถึง 372 กม./ชม.
ฝนตกหนักที่สุด ได้แก่ เมือง เชราปุนจิ ในอินเดีย ปริมาณฝนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 498 นิ้ว แต่ถ้าเป็นบริเวณที่มี ฝนตกบ่อย ที่สุด สถิติจะเป็นของ ภูเขาไวอาเลอาเล ใน ฮาวาย ซึ่งมีฝนตกถึงปีละ 350 วัน
ร้อนที่สุด ได้แก่เมือง ดาลลอล ใน เอธิโอเปีย อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 34.6 องศาเซลเซียส ส่วน หนาวที่สุด ได้แก่ สถานีตรวจอวกาศพลาโตใน ทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ -56.7 องศาเซลเซียส
พายุฟ้าคะนอง ที่สุด ได้แก่เมือง โตโรโร ในยูกันดา สถิติในรอบ 10 ปี พบว่าเมืองนี้มีพายุฟ้าคะนองเกิดขึ้นเฉลี่ยปีละ 251 วัน
แห้งแล้งที่สุด ทะเลทรายอะตาคามา ในชิลี น่าจะเป็นสถานที่ที่แห้งแล้งที่สุดในโลก เพราะปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยของที่นี่มีค่าเท่ากับ 0
ทะเลสาบนานาสารพัน
ลึกที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบไบคาล ของ รัสเซีย ความลึกที่วัดได้คือ 1,637 เมตร แต่ถ้าจะดำลงไปแตะก้นทะเลสาบจริงๆ ต้องดำน้ำลงไปอีกไมล์เศษๆ เพราะบริเวณก้นทะเลสาบยังมีร่องเล็กๆ ที่ลึกลงไปอีก
ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบแคสเปียน ของ รัสเซีย อีกเช่นกัน ด้วยสถิติพื้นที่รวม 371,000 ตารางกิโลเมตร
สูงที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบติติกากา ในเปรู ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,810 เมตร
ต่ำที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบเดดซี ในอิสราเอล ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร
เพื่อนบ้านของสหรัฐอเมริกา
ใครๆ ก็รู้ว่า เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดติดแนวพรมแดนสหรัฐอเมริกามีอยู่ 2 ประเทศ คือ แคนาดา ทางเหนือ และ เม็กซิโก ทางใต้ แต่ถ้าหยิบแผนที่มากางดูจะเห็นว่ายังมีอีก 2 ประเทศ ที่มีถิ่นฐานที่ตั้งใกล้กับสหรัฐอเมริกาชนิดหายใจรดต้นคอได้เช่นกัน 2 ประเทศที่ว่านี้คือ คิวบา ซึ่งอยู่ใกล้กับปลายติ่งแหลมฟลอริดา ทางตะวันออกเฉียงใต้ และ รัสเซีย ซึ่งอยู่ใกล้กับรัฐอลาสกาทางตะวันตกเฉียงเหนือ
คิวบาดูเหมือนจะอยู่ใกล้กับสหรัฐมากกว่ารัสเซีย ถ้าดูตามแผนที่ แต่จริงๆ แล้วใน ช่องแคบแบริ่ง ซึ่งกั้นระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ จะมีเกาะเล็กๆ อยู่ 2 เกาะ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศต่างก็ยึดครองกันชาติละเกาะ ที่สำคัญก็คือ เกาะทั้ง 2 นี้ อยู่ห่างกันแค่ 2 ฝ ไมล์เท่านั้น ดังนั้น ชายแดนรัสเซียจึงอยู่ห่างจากสหรัฐแค่ 2 ฝ ไมล์ ในขณะที่ คิวบา อยู่ห่างออกไปถึง 90 ไมล์
ที่มา http://www.resgat.net/
การรวบรวมชื่อภูมิศาสตร์ ได้มีความพยายามกันมาค่อนช้างนานโข ที่เห็นเด่นชัดก็คือ web ของ NGA หรือ กรมแผนที่ของสหรัฐอเมริกา มี website เพื่อค้นหาชื่อภูมิศาสตร์ทั่วโลกที่ http://geonames.nga.mil/ggmaviewer/MainFrameSet.asp มีข้อมูลชื่อภูมิศาสตร์จัดเก็บในลักษณะของฐานข้อมูลทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ยังมีค่าพิกัดให้อีกด้วย แต่เป็นภาษาอังกฤษสะกดตาม romanize นะครับ
ประเทศไทยเองก็มีคณะกรรมการรวบรวมชื่อภูมิศาสตร์ในประเทศไทย รายละเอียดหาดูได้จาก http://www.rtsd.mi.th/new2009/04-52/index_trans.html และราชบัณฑิตยสถาน ได้มีการรวบรวมข้อมูลชื่อภูมิศาสตร์ที่ปรากฏบนแผนที่ และสามารถสืบค้นทาง website ได้ที่ http://rirs3.royin.go.th/akara/index.html ในรูปแบบภาษไทย เหล่านี้คงจะทำให้ชื่อภูมิศาสตร์ มีความเป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับครับ
สุดท้ายนี้มีเกร็ดภูมิศาสตร์จากหนังสือพิมพ์บ้านเมืองมาฝากดังนี้ครับ
ชื่อยาวที่สุดในโลก
หมู่บ้าน เล็กๆ ที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก คงไม่มีที่ไหน ทำลายสถิติ LLAN FAIRWLLGWNYNGYLLGOGERYCH WYRNDROBWLLLLANTYSILIOGOGOGOCH ของ เวลส์ ไปได้ หมู่บ้านแห่งนี้ ขึ้นชื่อในเรื่องของตั๋วรถไฟ ซึ่งมีขนาดยาวเฟื้อย สมกับชื่อหมู่บ้านที่มีตัวอักษรถึง 58 ตัว ความหมายของชื่อแปลได้ว่า “โบสถ์เซนต์แมรี่ " ในโพรงของต้นเฮเซลสีขาวใกล้กับแอ่งน้ำวนอันเชี่ยวกรากของโบสถ์เซนต์ไทซิโอ ข้างๆ ถ้ำสีแดง”
แต่ถ้าเป็นชื่อของ เมืองหลวง แล้วละก้อ กรุงเทพมหานคร ของเราจัดเป็นเมืองหลวง และเมืองใหญ่ที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก เพราะชื่อเต็มๆ คือ “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานี อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์” เมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะมีตัวอักษรรวมกันถึง 167 ตัว
ชื่อสั้นที่สุดในโลก
เมืองที่มีชื่อสั้นที่สุดในโลก มีอยู่ 5 เมืองด้วยกัน คือ เมือง U อยู่ที่เกาะแคโรไลน์ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
เมือง Y เป็นเมืองเล็กๆ ในฝรั่งเศส ในขณะที่ นอร์เวย์ สวีเดน และ เดนมาร์ก ต่างก็มีเมืองชื่อ เมือง A เหมือนกันทั้ง 3 ประเทศ
ภูเขาชื่อย้าว ยาว
เนินเขา เตี้ยๆ ใน นิวซีแลนด์ ลูกนี้แทบจะไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ทว่า ความที่มีชื่อย้าว ยาว ในภาษาเมารี ทำให้มันกลายเป็นภูเขาที่มีชื่อติดอันดับโลกกับเขาด้วย ในฐานะ ภูเขาที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก
ชื่อเต็มๆ ของมันคือ “TAUMATAWHAKA TANGIHANGA KOAUAUOTAMATEATURIPUKAKA PIKIMAUNGAHORONUKU POKAIWHENUAKITANATAHU” รวมตัวอักษรทั้งสิ้น 85 ตัว แปลได้ความว่า “สถานที่ซึ่งทามาเทอา ชายผู้มีเข่ามหึมา ผู้ซึ่งปีนป่ายและกลืนภูเขา รู้จักกันในชื่อของผู้กลืนแผ่นดิน ได้เคยมาเป่าขลุ่ยให้คนที่เขารักฟัง”
เหนือสุด และใต้สุด
แผ่นดินที่อยู่ เหนือสุด ของโลก คือ “OODAAQ Q” ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ของ กรีนแลนด์ เกาะนี้มีความกว้างเพียง 100 ฟุต อยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือเพียง 438.9 ไมล์เท่านั้น
ส่วนจุดที่อยู่ ใต้สุด ของโลกนั้น ไม่ใช่เกาะ เพราะขั้วโลกใต้มีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมา ไม่ใช่ทะเลน้ำแข็งเหมือนขั้วโลกเหนือ ดังนั้น จุดที่อยู่ใต้สุดของโลก จึงเป็น สถานีตรวจอากาศอะมันด์เซน-สก็อตต์ ซึ่งสร้างบนความสูง 9,370 ฟุต สถานีตรวจอากาศแห่งนี้จะเคลื่อนที่ไปตามการเคลื่อนตัวของแผ่นน้ำแข็ง ซึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยขยับจากจุดเดิมประมาณ 27-30 ฟุตต่อปี
ทั้งเกาะเหนือสุด และสถานีตรวจอากาศใต้สุดของโลก ล้วนมีแต่น้ำแข็งขาวโพลนทุกหนแห่ง ถ้าจะไปเที่ยว ต้องขนเสื้อหนาวไปเพียบ
หินงอก...หินย้อย
หินงอก สูงที่สุดในโลก อยู่ในถ้ำ กราสโนฮอร์สกา ของ สาธารณรัฐเช็ก ความสูงที่วัดได้ อยู่ที่ 105 ฟุต หรือ 31.5 เมตร ซึ่งเป็นความสูงเฉียดๆ ตึก 10 ชั้น ใกล้เคียงกับความสูงของหินงอกในถ้ำที่ เมืองโลแซร์ ประเทศฝรั่งเศส
หินย้อย ที่ยาวที่สุดในโลก วัดความยาวจากเพดานถึงพื้นได้ถึง 195 ฟุต อยู่ที่ถ้ำคูเอวา เด เนอร์ฮา ใน สเปน แต่ถ้าเอาเฉพาะหินย้อยที่ลอยเหนือพื้น สถิติโลกจะเป็นของหินย้อยในถ้ำพอล แอน ไอโอเนียน ใน ไอร์แลนด์ วัดความยาวได้ 21 ฟุต 6 นิ้ว
ลมฟ้าอากาศ
จุดที่ ลมแรง ที่สุดในโลก อยู่ที่ อ่าวคอมมอนเวลธ์ ใน แอนตาร์กติกา เพราะมีลมพัดผ่านด้วยความเร็ว 56-72 กม./ชม. ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นกระแสลมที่พัดเร็วที่สุดในโลกเพียงวูบเดียว สถิติจะเป็นของกระแสลมที่พัด ผ่านภูเขาวอชิงตัน ในนิวแฮมป์เชียร์ เมื่อปี 1934 ซึ่งพัดเร็วถึง 372 กม./ชม.
ฝนตกหนักที่สุด ได้แก่ เมือง เชราปุนจิ ในอินเดีย ปริมาณฝนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 498 นิ้ว แต่ถ้าเป็นบริเวณที่มี ฝนตกบ่อย ที่สุด สถิติจะเป็นของ ภูเขาไวอาเลอาเล ใน ฮาวาย ซึ่งมีฝนตกถึงปีละ 350 วัน
ร้อนที่สุด ได้แก่เมือง ดาลลอล ใน เอธิโอเปีย อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 34.6 องศาเซลเซียส ส่วน หนาวที่สุด ได้แก่ สถานีตรวจอวกาศพลาโตใน ทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ -56.7 องศาเซลเซียส
พายุฟ้าคะนอง ที่สุด ได้แก่เมือง โตโรโร ในยูกันดา สถิติในรอบ 10 ปี พบว่าเมืองนี้มีพายุฟ้าคะนองเกิดขึ้นเฉลี่ยปีละ 251 วัน
แห้งแล้งที่สุด ทะเลทรายอะตาคามา ในชิลี น่าจะเป็นสถานที่ที่แห้งแล้งที่สุดในโลก เพราะปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยของที่นี่มีค่าเท่ากับ 0
ทะเลสาบนานาสารพัน
ลึกที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบไบคาล ของ รัสเซีย ความลึกที่วัดได้คือ 1,637 เมตร แต่ถ้าจะดำลงไปแตะก้นทะเลสาบจริงๆ ต้องดำน้ำลงไปอีกไมล์เศษๆ เพราะบริเวณก้นทะเลสาบยังมีร่องเล็กๆ ที่ลึกลงไปอีก
ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบแคสเปียน ของ รัสเซีย อีกเช่นกัน ด้วยสถิติพื้นที่รวม 371,000 ตารางกิโลเมตร
สูงที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบติติกากา ในเปรู ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,810 เมตร
ต่ำที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบเดดซี ในอิสราเอล ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร
เพื่อนบ้านของสหรัฐอเมริกา
ใครๆ ก็รู้ว่า เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดติดแนวพรมแดนสหรัฐอเมริกามีอยู่ 2 ประเทศ คือ แคนาดา ทางเหนือ และ เม็กซิโก ทางใต้ แต่ถ้าหยิบแผนที่มากางดูจะเห็นว่ายังมีอีก 2 ประเทศ ที่มีถิ่นฐานที่ตั้งใกล้กับสหรัฐอเมริกาชนิดหายใจรดต้นคอได้เช่นกัน 2 ประเทศที่ว่านี้คือ คิวบา ซึ่งอยู่ใกล้กับปลายติ่งแหลมฟลอริดา ทางตะวันออกเฉียงใต้ และ รัสเซีย ซึ่งอยู่ใกล้กับรัฐอลาสกาทางตะวันตกเฉียงเหนือ
คิวบาดูเหมือนจะอยู่ใกล้กับสหรัฐมากกว่ารัสเซีย ถ้าดูตามแผนที่ แต่จริงๆ แล้วใน ช่องแคบแบริ่ง ซึ่งกั้นระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ จะมีเกาะเล็กๆ อยู่ 2 เกาะ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศต่างก็ยึดครองกันชาติละเกาะ ที่สำคัญก็คือ เกาะทั้ง 2 นี้ อยู่ห่างกันแค่ 2 ฝ ไมล์เท่านั้น ดังนั้น ชายแดนรัสเซียจึงอยู่ห่างจากสหรัฐแค่ 2 ฝ ไมล์ ในขณะที่ คิวบา อยู่ห่างออกไปถึง 90 ไมล์
ที่มา http://www.resgat.net/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
